เรื่องที่ 7  เสียง

                เสียงที่คนเราได้ยินเกิดจากการเดินทางของคลื่นเสียงผ่านตัวกลาง การวัดระดับของคลื่นเสียง จะมีหน่วยวัดอยู่ 2 หน่วย  คือ เดซิเบล ซึ่งเป็นหน่วยวัดความดังของเสียงและเฮิรตซ์ คือจำนวนรอบการแกว่งของคลื่นเสียงใน 1 วินาที ซึ่งเป็นหน่วยวัดความถี่ของเสียง

ข้อควรทราบ  เสียงที่ดังเกินระดับ  85  เดซิเบล เมื่อฟังนานๆ จะทำให้สูญเสียการได้ยินได้

ประเภทของเสียง  แบ่งออกเป็น

–                   มีดี้ (MIDI : Musical Instrument Digital Interface) เป็นข้อมูลที่แสดงถึงลักษณะที่แทนเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ซึงเป็นมาตรฐานในการสื่อสารด้วยเสียง และพัฒนาสำหรับใช้กับเครื่องดนตรี อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ ค.ศ. 1980  เช่น สร้างเสียงตามตัวโน้ต และปรับแต่งเสียง ตามมุมมองของนักดนตรี  มีดี้ หมายถึง โน้ตเพลงที่มีรูปแบบเป็นสัญลักษณ์ หรือตัวเลข ข้อดี ไฟล์มีดี้มีขนาดเล็ก ง่ายต่อการแก้ไขและปรับปรุง  ข้อเสียเป็นเสียงที่เกิดจากตัวโน้ตดนตรี และเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นมีราคาสูง

–                   เสียงแบบดิจิตอล (Digital Audio) เป็นสัญญาณเสียงที่ส่งมาจากไมโครโฟน เครื่องเลนเทป หรือจากแหล่งกำเหนิดเสียงต่างๆ  เสียงแบบดิจิตอลจะมีขนาดของข้อมูลใหญ่ แสดงผลได้หลากหลายและเป็นธรรมชาติกว่า Midi เสียงที่พบบ่อยจะอยู่ในช่วงความถี่  44.1  KHz ,22.05 KHz และ 11.025 KHz เป็นต้น

การประมวลผลไฟล์เสียง  แบ่งออกเป็น

–                   การบันทึกข้อมูลเสียง (Recording Sound)

การบันทึกข้อมูลเสียง เป็นการนำเสียงที่ได้จากการพูด การเล่นเครื่องดนตรีหรือเสียงจากแหล่งต่างๆ ทำการจัดเก็บลงในหน่วงความจำหรือหน่วยจัดเก็บ เพื่อนำไปใช้งานตามที่ต้องการ

สิ่งสำคัญก่อนการบันทึกเสียงคือ ต้องทำการเลือก  Sampling Rate Sampling Size เพื่อให้ได้เสียงที่ต้องการ และใกล้เคียงกับเสียงจริง

รูปแบบของสัญญาณดิจิตอล เสียงมี  2 รูปแบบ คือ

1. Synthesize Sound  เป็นมีดี้ที่ส่งไปยัง  Synthesize Chip  เพื่อทำหน้าที่แยกเสียงตามเครื่องดนตรีขนาดของมีดี้ไฟล์ที่ได้จะมีขนาดเล็ก

2. Sound Data เป็นการแปลงสัญญาณ Analog เป็น Digital ไฟล์ที่ได้จะมีขนาดใหญ่

–                   การนำเข้าข้อมูลเสียง  (Importing Sound)

การนำเข้าเสียงจากแผ่นซีดีเสียงจะต้องใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมและสนับสนุนการทำงานเกี่ยวกับเสียง  เช่น โปรแกรม QuickTime จะมีคำสั่งที่ใช้ในการนำเข้าเสียงและเปิดร่องเสียงต่างๆ บนแผ่นซีดี

–                   การแก้ไขและการเพิ่มเทคนิคพิเศษ (Sound Editing and  Effects)

การแก้ไขไฟล์เสียง คือการตัดต่อ และการปรับแต่งเสียง สิ่งที่สำคัญในการแก้ไขเสียง คือการจัดสรรเวลาของการแสดงผล โปรแกรม Audio Edit  เป็นโปรแกรมสำหรับใช้แก้ไขและการเพิ่มเทคนิคพิเศษ ให้กับเสียงที่ได้ทำการบันทึกเพื่อสร้างความต่อเนื่องของเสียง

                การจัดเก็บแฟ้มข้อมูลเสียงแบบดิจิตอล (Preparing Digital Audio File)

–                   ขนาดของแฟ้มข้อมูลกับคุณภาพ การบันทึกเสียงแบบสเตริโอ จะให้คุณภาพของเสียง ที่ฟังแล้วสมจริงมากกว่า การบันทึกเสียงแบบโมโน แต่แฟ้มข้อมูลเสียงแบบสเตริโอที่บันทึกได้จะใช้พื้นที่มากกว่าแฟ้มข้อมูลเสียงแบบโมโน โดยใช้ระยะเวลาบันทึกเท่ากัน และถ้าต้องการความละเอียดของเสียงสูง  ต้องใช้ Sampling Rate สูงด้วย (Sampling Rate วัดเป็น Hz, Sampling Size วัดเป็น bit)

–                   การคำนวณขนาดของแฟ้ม

การบันทึกเสียงแบบโมโน = Sampling Rate x ระยะเวลาบันทึกx (Sampling Size/8) x 1

การบันทึกเสียงแบบสเตริโอ = Sampling Rate x ระยะเวลาบันทึกx (Sampling Size/8) x 2

ตัวอย่าง    บันทึกเสียงแบบสเตริโอ 10 Seconds , Sampling Rate 44.1 KHz  ,Sampling Size  16 bits

44100x10x(16/8)x2  = 1764000 Bytes

–                   การปรับระดับในการบันทึกเสียง

เครื่องดิจิตอลมิเตอร์ จะมีขีดกำหนดบอก ความดังสูงสุดที่จะสามารถบันทึกได้ ดังนั้นในการบันทึกเสียงจะต้องควบคุมและปรับระดับของเสียงให้อยู่ในระดับต่ำกว่าขีดจำกัดที่กำหนดเสมอ ระดับความดังที่เหมาะสม อยู่ระหว่างค่า   10 ถึง -3

                การบีบอัดไฟล์เสียง 

                การบีบอัดไฟล์เสียง มีความจำเป็นอย่างมาก  เพราะจะช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ รวมทั้งยังช่วยให้การแสดงผล ข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีการบีบอัดเรียกว่า Companding

เทคโนโลยีการบีบอัดได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เช่น

–                   MPEG-1  เป็นเทคโนโลยีบีบอัดข้อมูลเสียงแบบ  MP3 โดยจะมีอัตราการบีบอัดข้อมูล 10 : 1 ถือว่าเป็นการบีบอัดที่มีคุณภาพสูง

–                   MACE เป็นเทคโนโลยีที่สามารถบีบอัดขยายข้อมูลให้มีขนาดเท่าเดิม ใช้ได้เฉพาะข้อมูลเสียง 8 บิต อัตราการบีบอัด   3 : 1   และ  6 : 1

–                   A-Law   สามารถบีบอัดข้อมูลเสียง 16  บิตได้ในอัตราการบีบอัดประมาณ  2:1

–                   ADPCM  อัตราการบีบอัดเป็น   4:1 หรือ  2:1

การรวมเสียงเข้ากับงานมัลติมีเดีย

ต้องพิจารณาขนาดความเหมาะสมในการนำมาใช้งานร่วมกัน ดังนี้

–                   ตัดสินใจว่าจะใช้เสียงชนิดใดกับมัลติมีเดียที่ออกแบบ

–                   ตัดสินใจว่าจะใช้เสียงแบบ  MIDI และเสียงดิจิตอล ที่ไหนและเมื่อไร

–                   พิจารณาว่าจะสร้างข้อมูลเสียงขึ้นมาเองหรือซื้อสำเร็จรูปมาใช้งาน

–                   นำข้อมูลเสียงมาทำการปรับแต่งให้เหมาะสมกับมัลติมีเดียที่ออกแบบ

–                   ทดสอบการทำงานของเสียงให้มั่นใจว่า เสียงที่นำเสนอออกไปมีความสัมพันธ์กับภาพในมัลติมีเดียที่ผลิตขึ้น

เป็นต้น

                เสียงบนระบบเครือข่าย

การแสดงผลเสียงบนระบบเครือข่าย สามารถทำได้ 2 วิธี  จัดเก็บข้อมูลเสียงบนระบบเครือข่าย  (Download) ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ก่อนแล้วจึงแสดงผล และอีกวิธีหนึ่งคือแสดงผลเสียงในขณะที่กำลังใช้งานบนระบบเครือข่าย (Streaming) ซึ่งวิธีนี้ คุณภาพของเสียงจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของอุปกรณ์เชื่อมต่อ  เช่น  MOLDEM  ไม่เร็วพอหรือมีการส่งผ่านข้อมูลช้า  ส่วนรูปแบบของไฟล์เสียงที่นิยมใช้บนระบบเครือข่าย  ได้แก่ไฟล์  AU, Wav, MIDI, MPEG และ  MP3

การใช้โปรแกรม Sony Sound Forge ปรับแต่ง ตัดต่อ เสียงเบื้องต้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s